สนช.ผ่านกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แล้ว เผยบังคับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
เก็บข้อมูล 90 วันไว้ตรวจสอบ "เสรีพิศุทธ์" ตั้ง "จงรัก" ลุยฟันอาญาhttp://www.youtube.com
มั่นใจเอาผิดได้แน่
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ เป็นประธาน ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับลักษณะความผิด
ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ บทลงโทษผู้กระทำความผิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไพศาล พืชมงคล สมาชิก สนช.ติดใจในการแก้ไขของกรรมาธิการ
ใน มาตรา 5 ที่ระบุว่า ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึง
โดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีสำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุก 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน
1,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ และความผิดนี้เป็นความผิดที่ยอมได้ ซึ่งคณะกรรมาธิการแก้ไข
เพิ่มบทลงโทษเป็นโทษจำคุก 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ
และตัดข้อความเป็นความผิดที่ยอมได้ออก
ทั้งนี้ นายไพศาล เห็นว่าความผิดที่ยอมความไม่ได้ น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง
หรือสาธารณะ ไม่ใช่ทุกคดีที่เกิดขึ้น เพราะบางคดีที่คู่กรณีอาจจะมีการประนีประนอมยอมความ
ได้ โดยไม่ต้องขึ้นศาล ควรคงไว้ตามร่างเดิม อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการไม่เห็นด้วย
ในที่สุดที่ประชุมได้ลงมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการด้วยคะแนน 57 ต่อ 47 เสียง
จากนั้นได้พิจารณา มาตรา 6-10 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับบทลงโทษที่กรรมาธิการได้มี
การแก้ไขเพิ่มโทษกับผู้กระทำผิด ซึ่งกรรมาธิการเพิ่มเติม มาตรา 10/1 ว่า ผู้ใดส่งข้อมูล
คอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลง แหล่งที่มา
ของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข
ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท
สมาชิกหลายคนตั้งข้อสังเกตถึงถ้อยคำ "ปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มา" ว่ามีขอบเขต
กว้างขวางเพียงใด เพราะปัจจุบันผู้ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์นั้น
ไม่ได้ใช้เฉพาะคอมพิวเตอร์หรือมือถือของตนเท่านั้น แต่ไปใช้ในร้านอินเทอร์เน็ตหรือสถานที่
อื่นๆ ซึ่งบางครั้งผู้ใช้ก็ไม่ได้มีเจตนาปกปิด
นายมีชัย ได้ซักถามว่า มาตราดังกล่าว ครอบคลุมการส่งข้อความเข้ามือถือโดย
ไม่ระบุที่มาด้วยหรือไม่ เนื่องจากทุกวันนี้พวกตนเดือดร้อนมาก เพราะส่งข้อความเข้ามา
เป็นประจำ ซึ่งกรรมาธิการยืนยันว่า มาตราดังกล่าวครอบคลุมการกระทำผิดในการส่งข้อความ
เข้ามือถือด้วย ในที่สุดที่ประชุมก็มีมติเห็นด้วยกับการเพิ่ม มาตรา 10/1
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนั้นที่ประชุมยังเห็นชอบกับการที่กรรมาธิการ แก้ไข
เพิ่มเติมข้อความในมาตรา13ที่ระบุถึงความผิดต่างๆ จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อาทิ
1.การเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
2.นำเข้าสู่ระบบคอมพ์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อ
ความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
3.นำเข้าสู่ระบบคอมพ์ ซึ่งข้อมูลใด อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
4.เข้าสู่ระบบที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไป
อาจเข้าถึงได้
5.เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลตามข้อ 1-4 ขณะที่
มาตรา 14 ระบุว่าผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสุนหรือยินยอมให้มีการกระทำผิดตามมาตรา 13
ในระบบคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ในความควบคุมของตนต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำผิด
ตามมาตรา 13
ส่วนการพิจารณาใน มาตรา 15 ที่ระบุว่าผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพ์ ที่ประชาชนทั่วไป
อาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่นและภาพนั้น เป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น
ตัดต่อเติมหรือดัดแปลง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะ
ทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท
หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น
นายบดินทร์ อัศวานิชย์ สนช. อภิปรายแสดงความเป็นห่วงว่า อาจไม่ครอบคลุมการกระทำ
ที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรที่กฎหมายไทยเอาผิดไม่ถึง ในที่สุดกรรมาธิการจึงยอมเพิ่มเติม
ข้อความในมาตรา 15 วรรค 1 ว่าให้ครอบคลุมการกระทำผิดนอกราชอาณาจักร ไม่ว่าผู้กระทำผิด
จะเป็นคนไทย หรือคนต่างด้าว ซึ่งทำให้ราชอาณาจักรไทยเสียหาย
ที่ประชุมยังเห็นชอบกับการที่กรรมาธิการเพิ่มข้อความใน มาตรา 26/1 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่
เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มีอำนาจรับร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตาม
พ.ร.บ.นี้ และให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแล สตช. มีอำนาจร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับ
แนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดี
ผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม สนช.มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิด
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในวาระ 3 ด้วยคะแนน เสียง 119 ต่อ1 งดออกเสียง 1 เสียง
ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และกรรมาธิการวิสามัญ
กล่าวว่า สนช.เพิ่มเรื่องการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรเข้าไปเพื่อครอบคลุมป้องกัน
การทำผิดในต่างประเทศ ทั้งนี้มีส่วนในเรื่องของความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สำหรับหน่วยงาน
ที่จะเข้ามาตรวจสอบและรับผิดชอบ พ.ร.บ.นี้ คือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
โดยจะมีการร่างคุณสมบัติผู้ที่เหมาะสม เร่งจัดหลักสูตรเพื่ออบรมคัดสรรผู้มีความรู้มาปฏิบัติงาน
โดยเร็วเพื่อให้ทันการประกาศใช้ในอีก 3 เดือน
ดร.สุเจตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนหนึ่งของ พ.ร.บ.นี้ป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิด การที่จะสั่ง
บล็อกเวบต้องขออำนาจจากศาลโดยตรง ที่ผ่านมาการบล็อกเวบ เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร
ซึ่งไม่มีการตรวจสอบที่แน่ชัด ในส่วนของ พ.ร.บ.นี้จะคำนึงถึงเสรีภาพของประชาชนและควบคุม
การรับผิดชอบในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ของประชาชน ใครจะโจมตีใครหรือกล่าวหาใคร
ก็ต้องมีหลักฐาน ซึ่ง พ.ร.บ.นี้ควบคุมไว้แล้ว
"ในบ้านเรามีการกระทำผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก โดยมีการพยายามร่าง พ.ร.บ.นี้ ขึ้นมา
กว่า 9 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ผ่าน เนื่องจากช่วงนั้นมีปัญหาทางด้านการเมืองบ่อยครั้ง
ดังนั้นในเรื่องการทำผิด ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยไวรัส การขโมยข้อมูล การตัดต่อข้อมูลภาพ
เพื่อใส่ร้ายผู้อื่น การส่งอีเมลลามก หรือทำลายความมั่นคงของชาติ เป็นเรื่องที่เอาผิดยากมาก
เราหวังว่ากฎหมายนี้จะทำให้โลกไซเบอร์ปลอดภัยมากขึ้น ในส่วนของเด็กเยาวชน
และผู้ปกครองจะได้รับประโยชน์ป้องกันการเข้ามาของเวบลามกต่างๆ และจะเป็นผลดี
ต่อสังคมไทย โดยเฉพาะประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางไอทีในวันข้างหน้า ก็จะได้รับการยอมรับ
จากนานาประเทศมากขึ้น" ดร.สุเจตน์ กล่าว
ดร.สุเจตน์ กล่าวด้วยว่า กฎหมายฉบับนี้ ครอบคลุมการใช้โทรศัพท์มือถือด้วย เพราะถือว่า
เป็นการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ อย่างเช่น มือถือที่มีระบบบลูทูธ แล้วมีคนอื่นไปดูดเอาข้อมูล
หรือภาพ ไปเผยแพร่ ก็จะมีความผิด หรืออย่างกรณีที่มีข่าวว่า มีวิดีโอดาราที่ถ่ายภาพไว้
กับแฟนหนุ่ม แล้วมีคนเอาไปเผยแพร่ ก็จะมีความผิดเช่นกัน
"ก่อนหน้านี้ การติดตามตรวจสอบเอาผิด อาจเป็นเรื่องลำบาก เพราะผู้ให้บริการไม่ยอม
ให้ความร่วมมือ แต่กฎหมายฉบับนี้บังคับให้ผู้ให้บริการเวบไซต์ต้องเก็บข้อมูลการใช้บริการ
เป็นเวลา 90 วัน เพื่อให้เจ้าพนักงานเข้าไปตรวจสอบ"
ดร.สุเจตน์ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนั้ สนช.จะต้องส่งร่างกฎหมายกลับไปให้ ครม.
จากนั้น ครม.จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ก่อนที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา
โดยผลบังคับใช้กฎหมายนี้ จะมีขึ้นภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 30 วัน
อย่างไรก็ตาม ดร.สุเจตน์ กล่าวด้วยว่า กรณีเวบยูทูบไม่ใช่กรณีที่จะประเดิมกฎหมายฉบับนี้
เพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการฟ้องร้องทางอาญา ซึ่งกระทรวงไอซีที ประสานงานกับสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติมาตลอด แต่การดำเนินการกับเวบยูทูบอาจจะยากสักหน่อย เพราะต่างประเทศ
เขาไม่ให้ความร่วมมือ เอฟบีไอเคยแจ้งมาว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ ไอซีทีจึงกำลังมองดูว่า
มีตัวแทนที่อยู่ในประเทศไทยหรือไม่
สำหรับกรณีเวบยูทูบนั้น ล่าสุด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการแทน ผบ.ตร.
สั่งแต่งตั้งให้ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี
กับ เวบไซท์ยูทูบ http://www.YouTube.com , http://downthisvideocom2tag2bhumibol
และเว็บ http://www.adulyadej.com เพื่อดำเนินคดีกับเวบไซต์ดังกล่าว โดย สตช.ได้พิจารณา
แล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของราชอาณาจักร ซึ่งเป็นคดีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
บ่ายวันเดียวกัน พล.ต.ท.จงรัก ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนชุดคลี่คลายคดี
โดยมี พล.ต.ต.จุตติ ธรรมมโนวานิช รอง ผบช.น. พ.ต.อ.ประพนธ์ แกลโกศล รอง ผบก.น.9
พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
พล.ต.ท.จงรัก แถลงภายหลังการประชุมว่า การกระทำดังกล่าวถือได้ว่า เป็นการหมิ่น
พระบรมเดชานุภาพ เป็นการทำร้ายจิตใจ ทำร้ายความรู้สึกของพี่น้องประชาชนอย่างรุนแรง
ไม่สามารถรับได้ พนักงานสอบสวนจะประสานกับกระทรวงไอซีที เพื่อขอข้อมูลทั้งหมดมา
สืบสวนหาที่มาของเวบไซต์ดังกล่าว ซึ่งในเบื้องต้นมาจากต่างประเทศ
จึงขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนอย่าเปิดเข้าไปดู และอย่าเผยแพร่ออกไปให้บุคคลอื่น
เป็นอันขาด เพราะการเผยแพร่ภาพถือเป็นการกระทำความผิด ขณะเดียวกัน หากมีเบาะแสใดๆ
ก็ขอให้แจ้งให้ทราบด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้เกิดในต่างประเทศ มีกฎหมายเอาผิดได้หรือไม่ พล.ต.ท.จงรัก
กล่าวว่า เนื่องจากเป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 7 ระบุว่า แม้จะไปทำนอกราชอาณาจักร ก็จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร
เพราะฉะนั้นจึงสามารถดำเนินการได้
๏ หมูน้อยนรก ๏